โรค ข้อเสื่อม คืออะไร
โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) คือ โรคเรื้อรังที่เกิดจาก กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอ เสื่อมลงตามอายุ หรือจากการใช้งานข้ออย่างหนักและต่อเนื่อง ทำให้ข้อขยับได้ลำบาก มีอาการปวด ตึง บวม หรือมีเสียงในข้อเวลาเคลื่อนไหว

สาเหตุของโรค ข้อเสื่อม
โรคข้อเสื่อมเกิดจาก กระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมสภาพลงตามเวลา หรือจากการใช้งานข้อเกินพอดี จนทำให้เกิดการอักเสบ ปวด และเคลื่อนไหวลำบาก ซึ่งสาเหตุมีหลายปัจจัย ดังนี้
1. อายุเพิ่มมากขึ้น
อายุมากขึ้น เป็นสาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้น กระดูกอ่อนเสื่อมตามธรรมชาติ จนทำให้ไม่สามารถรองรับแรงกระแทกหรือถ่ายน้ำหนักได้ดีเหมือนเดิม ซึ่งพบมากที่สุดในกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป
2. น้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน
หากน้ำหนักตัวมาก จะเป็นการเพิ่มแรงกดบนข้อ โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อสะโพก รวมไปถึงไขมันในร่างกายยังหลั่งสารอักเสบ ส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้นอีกด้วย
3. ใช้งานข้อหนักหรือซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
เมื่อใช้งานข้อหนักหรือซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น นั่งยอง ๆ นาน ๆ, ยกของหนัก, ขึ้นลงบันไดบ่อย รวมไปถึงนักกีฬา หรือผู้ที่ทำงานใช้แรง เช่น ก่อสร้าง เกษตรกรรม อาจทำให้เกิดเป็นโรคข้อเสื่อมได้ในอนาคต
4. การบาดเจ็บของข้อในอดีต
การบาดเจ็บของข้อในอดีต เช่น เคยข้อเคล็ด ข้อแพลง หรือกระดูกหักใกล้ข้อ เสี่ยงทำให้ข้อเสื่อมเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะหากไม่ได้รักษาจนข้อกลับมาใช้งานได้ปกติ
5. พันธุกรรมและกรรมพันธุ์
พันธุกรรมและกรรมพันธุ์ ถ้าคนในครอบครัวมีประวัติข้อเสื่อมตั้งแต่อายุน้อย มีโอกาสสูงที่จะเป็นเช่นกัน โดยเฉพาะข้อเสื่อมที่นิ้วมือ พบว่าเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมค่อนข้างมาก
6. ความผิดปกติของรูปข้อหรือกระดูก
ความผิดปกติของรูปข้อหรือกระดูก เช่น ขาโก่ง ขางอ สะโพกเคลื่อนตั้งแต่เด็ก หรือข้อไม่สมดุล ทำให้แรงกดกระจายไม่เท่ากัน จุดที่รับน้ำหนักมากเกินเสื่อมเร็ว
7. โรคข้ออักเสบเรื้อรัง (เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์)
โรคเหล่านี้ทำให้เยื่อบุข้ออักเสบเรื้อรัง เพราะกระดูกอ่อนถูกทำลาย จนทำให้เกิดข้อเสื่อมได้
8. ขาดสารอาหารบางชนิดหรือฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
ขาดสารอาหารบางชนิดหรือฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จะเกิดฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เสี่ยงกระดูกพรุนและข้อเสื่อม รวมไปถึงการขาดวิตามินดีหรือแคลเซียม จะทำให้กระดูกอ่อนและกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น
อาการของโรค ข้อเสื่อม
โรคข้อเสื่อม มักค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และมีอาการเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการใช้งานข้อ โดยอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของข้อที่เสื่อม เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก นิ้วมือ หรือกระดูกสันหลัง
1. ปวดข้อ
อาการของโรค ข้อเสื่อม มักจะปวดเวลาขยับหรือใช้งาน เช่น เดิน ขึ้น-ลงบันได ยืนหรือนั่งนาน ๆ และปวดมากหลังใช้งานข้อหนัก
ซึ่งระยะเริ่มต้นของการปวดข้อ มักปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ จนทำให้เกิดระยะรุนแรง จนทำให้ปวดตลอดเวลา แม้อยู่เฉย ๆ
2. ข้อฝืดหรือตึงตอนเช้า
ข้อฝืดหรือตึงตอนเช้า โดยเฉพาะหลังตื่นนอน หรือหลังอยู่นิ่ง ๆ นาน มักเป็นช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน 30 นาที รู้สึกข้อแข็ง เคลื่อนไหวยาก ต้องขยับบ่อย ๆ กว่าจะดีขึ้น
3. ข้อลั่นหรือมีเสียงขณะเคลื่อนไหว
ข้อลั่นหรือมีเสียงขณะเคลื่อนไหว เกิดจากผิวข้อไม่เรียบ กระดูกเสียดสีกัน มักได้ยินเวลาเดิน ย่อตัว หรืองอข้อ
4. ข้อบวม
ข้อบวม เกิดจากการอักเสบหรือมีน้ำในข้อ ซึ่งข้ออาจดูโตขึ้น แต่ไม่แดงหรือร้อนแบบข้ออักเสบชนิดอื่น
5. ข้อล็อกหรือเคลื่อนไหวลำบาก
ข้ออาจติดหรืองอ เหยียดได้ไม่สุด ในบางรายอาจ ข้อล็อก เป็นพัก ๆ ต้องขยับถึงจะคลายตัว
6. ข้อผิดรูปหรือบิดเบี้ยว
ข้อผิดรูปหรือบิดเบี้ยว พบในระยะรุนแรง เพราะจะทำให้ข้อทรุด ผิดรูป ขาโก่ง หรือขาเบี้ยว เดินลำบาก หรือเสียสมดุล
7. กล้ามเนื้อรอบข้ออ่อนแรง
กล้ามเนื้อรอบข้ออ่อนแรง เนื่องจากการใช้งานข้อน้อยลง ทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อฝ่อลีบ ทำให้เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว
8 วิธีป้องกันโรคข้อเสื่อม
โรคข้อเสื่อม มักเกิดจาก การเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ตามอายุและการใช้งานข้อในชีวิตประจำวัน แต่เราสามารถ ลดความเสี่ยงหรือชะลอการเสื่อมของข้อ ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมอย่างถูกวิธี ตั้งแต่วันนี้
1. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- น้ำหนักตัวที่มากเกินไป หรือ โรคอ้วน จะเป็นการเพิ่มแรงกดบนข้อ โดยเฉพาะ ข้อเข่า และ ข้อสะโพก
- การลดน้ำหนักเพียง 5-10% สามารถลดแรงกดที่ข้อเข่าได้มากถึง 30-50%
- ลดความเสี่ยงการเกิดข้อเสื่อมในอนาคตได้ชัดเจน
2. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ
- ช่วยให้กล้ามเนื้อรอบข้อแข็งแรง รองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น
- ออกกำลังกายที่ไม่กระแทกข้อ เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน โยคะ เดินเร็วบนพื้นเรียบ ฯลฯ
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนักมาก เช่น กระโดด วิ่งบนพื้นแข็ง ฯลฯ
3. หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำร้ายข้อ
- ไม่นั่งยอง ๆ หรือคุกเข่านาน ๆ
- ไม่ยกของหนักเกินกำลัง
- หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง หรือนั่งหลังค่อมเป็นเวลานาน
- นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง ปรับระดับให้เหมาะสมกับโต๊ะทำงาน
4. เลือกรองเท้าให้เหมาะสม
- เลือกรองเท้าพื้นนุ่ม กระชับข้อเท้า ไม่ส้นสูงเกินไป
- พื้นรองเท้าควรมีแรงซับแรงกระแทก ลดแรงกระทบต่อข้อเข่าและข้อเท้า
5. รับประทานอาหารบำรุงข้อ
- แคลเซียม จากนม ไข่ ถั่วเหลือง ผักใบเขียวเข้ม
- วิตามินดี จากแสงแดดอ่อน ๆ และปลาทะเล
- โอเมก้า 3 จากปลาทะเลน้ำลึก ช่วยลดการอักเสบในข้อ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ รักษาความชุ่มชื้นของข้อต่อ
- หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ของทอด ไขมันทรานส์
6. ยืดเหยียดร่างกายสม่ำเสมอ
- ก่อน – หลังออกกำลังกาย หรือระหว่างวัน
- ลดความฝืดของข้อ เพิ่มความยืดหยุ่น
- โดยเฉพาะคนทำงานนั่งโต๊ะนาน ๆ ควรลุกยืดเหยียดทุก 1 ชั่วโมง
7. งดบุหรี่และจำกัดแอลกอฮอล์
- บุหรี่เร่งการเสื่อมของกระดูกและข้อ
- แอลกอฮอล์มากเกินไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม
8. ตรวจสุขภาพข้อเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
- หากมีอาการปวดข้อ ฝืดข้อ หรือข้อลั่น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็ก
- การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก ช่วยชะลอความเสื่อมและป้องกันข้อเสียหายถาวร
วิธีการรักษาโรค ข้อเสื่อม
โรคข้อเสื่อม ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะเป็นความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อตามธรรมชาติ แต่สามารถควบคุมอาการ ลดความเจ็บปวด และชะลอการเสื่อมของข้อได้ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
เป้าหมายของการรักษาข้อเสื่อม
- ลดอาการปวด
- เพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อ
- ป้องกันข้อผิดรูป
- รักษาคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุด
1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา (ปรับพฤติกรรม)
การรักษาโดยไม่ใช้ยา แต่ปรับพฤติกรรม เหมาะกับข้อเสื่อมระยะเริ่มต้น ไปจนถึงปานกลาง โดยจะเป็นการลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าน้ำหนักเกินช่วยลดแรงกดที่ข้อ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายข้อ เช่น นั่งยอง ๆ คุกเข่า ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ
โดยวิธีรักษาข้อเสื่อม อีกหนึ่งอย่างก็คือ ออกกำลังกายแบบไม่ลงน้ำหนักที่ข้อ เช่น ว่ายน้ำ โยคะ ปั่นจักรยาน ทำกายภาพบำบัด ฯลฯ และใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อ เช่น สนับเข่า ไม้เท้า ฯลฯ
2. การรักษาด้วยยา
การรักษาด้วยยา ช่วยบรรเทาอาการปวด อักเสบ แต่ไม่สามารถหยุดการเสื่อมได้ เช่น ยาพาราเซตามอล สามารถลดปวดระดับเบา – ปานกลาง หรือ ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac แต่ก็ต้องระวังผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารและไต หรือ ยาทาเฉพาะที่ เช่น ยาทาแก้ปวดกล้ามเนื้อ ฯลฯ
3. การรักษาโดยการฉีดยาเข้าไปในข้อ
การรักษาโดยการฉีดยาเข้าไปในข้อ เหมาะกับผู้ที่อาการปวดมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นผ่าตัด เช่น ฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) ช่วยลดอักเสบภายในข้อได้รวดเร็ว แต่ไม่ควรฉีดบ่อยเกินควรฉีดปีละ 3-4 ครั้ง หรือ ฉีดสารหล่อลื่นข้อ (Hyaluronic Acid) เพิ่มความลื่น ลดแรงเสียดทาน ใช้ในผู้ที่ข้อเริ่มฝืด หรือมีเสียงลั่นบ่อย ๆ
4. การรักษาด้วยการผ่าตัด
การรักษาด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับข้อเสื่อมรุนแรง เคลื่อนไหวลำบาก หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น โดยวิธีการรักษา คือ ผ่าตัดส่องกล้องล้างข้อ ในกรณีที่มีเศษกระดูกหรือหมอนรองข้อหลุด
จะเป็นการผ่าตัดจัดแนวกระดูก เหมาะสำหรับคนอายุน้อย ขาโก่งเล็กน้อย ต้องการเลื่อนน้ำหนักไปยังส่วนข้อที่ยังดี หรือ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม เช่น เปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกทั้งหมด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ลดอาการปวดในระยะยาว
สรุป โรคข้อเสื่อม คืออะไร มีอาการอย่างไร พร้อมวิธีการรักษา อย่างปลอดภัย
ข้อเสื่อม โรคเรื้อรังที่เกิดจาก กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอ เสื่อมลงตามอายุ หรือจากการใช้งานข้ออย่างหนักและต่อเนื่อง ทำให้ข้อขยับได้ลำบาก มีอาการปวด ตึง บวม หรือมีเสียงในข้อเวลาเคลื่อนไหว
สาเหตุส่วนใหญ่มาจากช่วงอายุ หรือ น้ำหนักตัวที่มากเกินไป จะเป็นการเพิ่มแรงกดบนข้อ โดยเฉพาะ ข้อเข่า และ ข้อสะโพก จนทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากขึ้น ดังนั้นควรป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น ควบคุมน้ำหนัก ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฯลฯ
รัตตินันท์ คลินิก ให้บริการด้านความงามและการรักษา โดยทีมแพทย์เฉพาะทางระดับอาจารย์หลากหลายสาขา ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีความปลอดภัยสูงและเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ได้รับรองมาตรฐานจาก AACI สหรัฐอเมริกา ด้านศูนย์ศัลยกรรมผู้ป่วยนอกแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก 2 ปีซ้อน รวมถึงรางวัลจาก WhatClinic ด้านบริการลูกค้ายอดเยี่ยมระดับสากล เป็นปีที่4 จากลูกค้ากว่า 30 ประเทศทั่วโลก ที่ให้ความไว้วางใจและใช้บริการอย่างต่อเนื่อง